8 เมษายน 2551
ตื่นไม่เช้ามาก ความตั้งใจวันนี้คือไปเที่ยวโยโกฮามา เมืองท่าใกล้โตเกียว โปรแกรมเปลี่ยนแปลงจากที่วางแผนไว้ เพราะสภาพอากาศ ที่กรมอุตุฯ ญี่ปุ่นพยากรณ์ไว้ว่า ฝนตกถึง 90 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว แถมเป็นประเทศที่พยากรณ์อากาศได้แม่นมากซะด้วย
พอผิดโปรแกรมที่ตั้งไว้ ทำให้เรายังใช้ Japan Rail Pass ไม่ได้ อุ้มเลยไปถามเจ้าหน้าที่ที่สถานี Yono ให้ว่ามีตั๋วถูกไปโยโกฮามาหรือเปล่า
เจ้าหน้าที่ก็ดีใจหาย หาตั๋วให้ ราคาพันกว่าเยน เท่าที่พวกเราคำนวณดูแล้ว ก็ถูกลงไปนิดหน่อย ดีตรงที่ว่า ขึ้นรถ JR ได้กี่รอบก็ได้ในวันนี้ ตามเส้นทางที่ระบุในตั๋ว
ใช้เวลานั่งรถไฟชั่วโมงกว่าๆ เราก็ไปถึงสถานีโยโกฮามา แวะไป China Town ก่อน แต่.........ฝนตกหนักมากๆ เหมือนมีพายุ พวกเราเลยเปลี่ยนเส้นทางไป Raumen Museum แทน โดยต้องไปต่อรถไฟไปสถานี Shin-Yokohama ซึ่งเป็นสถานีผ่านของรถไฟชินคันเซนด้วย
ออกจากสถานี เดินฝ่าลมแรงฝนตก ไปตามทางที่เจ้าหน้าที่ในสถานีรถไฟแนะนำ ช่างทรหดอดทนกันจริงๆ เดินไม่ไกลนักก็เห็น Raumen Museum มีชามราเมงเต็มหน้าร้านเลยแฮะ
ที่นี่ต้องเสียค่าเข้า 400 เยน เข้าไปชมเฉยๆนะ ไม่ได้กินราเมงฟรีด้วย (รู้มาว่า ที่โอซาก้ามีพิพิธภัณฑ์อุด้ง เสียค่าเข้าแต่ชิมอุด้งได้ฟรี ถ้ามีโอกาสต้องไปแฮะ)
ชั้นที่เข้าไปเป็นส่วนขายของที่ระลึกเกี่ยวกับราเมง พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับราเมง ที่นี่เราเห็นคนไทยเพียบเลย สงสัยหนีฝนมาจาก China Town เหมือนกัน นอกจากขายของแล้ว ก็ยังมีบอร์ดเสนอความรู้ ประวัติราเมง
จากนั้นก็ลงไปข้างล่าง เห็นแล้วทึ่ง จำลองญี่ปุ่นสมัยก่อนมาเลย ร้านราเมงแบบเก่าๆ ดูย้อนยุคดีจริง เสียดาย มึดไปนิดนึง พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นร้านราเมงอยู่หลายร้าน เล็งๆกันแล้วว่าจะกินร้านไหนดี พอดีไปเห็นหน้าพ่อครัวปิดอยู่ที่ร้านนึง หน้าตาเหมือนเจ้าของพิพิธภัณฑ์นี้ ท่าทางดัง เลยเอาร้านนี้แหล่ะ ชื่อร้านอะไรจำไม่ได้หรอก บวกกับสาวที่ยืนหน้าร้านหน้าตาน่ารัก ความเห็นเลยตรงกันว่ากินร้านนี้
ก่อนเข้าร้าน ก็จะมีตู้ออกตั๋วอาหาร ไม่มีรูป มีแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ต้องพึ่งพาอุ้มแล้ว ต้องคอยอธิบายให้เพื่อนๆฟังว่า เมนูมันมีอะไรบ้าง (ถ้าไปเอง ก็คงต้องมั่วเอาสถานเดียว) กว่าจะเลือกกันได้ก็กินเวลานานพอสมควร ได้คูปองกันครบทุกคนแล้ว ก็เข้าไปนั่งรอราเมงในร้าน
ราเมงที่นี่มีหลายแบบ ราเมงเกลือ ราเมงโชยุ ได้ชิมๆ กันทุกคน อร่อยดี แต่เราว่าเค็มไปนิดนึง
|  |  บรรยากาศในร้าน ราเมงของปุ๋ยน่ากินมั้ย  |
จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับ Yokohama จะลองไปสถานที่ท่องเที่ยวใน Yokohama ถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่ามีรถท่องเที่ยวบริการ แถมตั๋วที่เราซื้อมา ใช้ได้อีกด้วย อะไรจะดีขนาดนี้เนี่ย อุ้มบอกว่าเจ้ารถท่องเที่ยวนี้ เพิ่งเปิดบริการเมื่อต้นเดือนเมษายนนี่เอง โชคดีจริงๆ
ฝ่าลมฝนออกไปหน้าสถานีรถไฟ ไปรอรถเมลล์ตามป้าย ก็ได้เห็นรถคันสีแดงคลาสสิค วิ่งมา จะขึ้นก็ไม่ให้เราขึ้น บอกให้พวกเราไปรอตรงป้าย แล้วรถก็วนไปไหนไม่รู้ค่อยเป็นคันอื่นมารับพวกเรา
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถเมลล์ญี่ปุ่น ทางขึ้นจะขึ้นด้านหลัง แล้วลงด้านหน้า โดยด้านหน้าจะมีตู้หยอดเหรียญ หรือว่าช่องใส่บัตรในกรณีใช้บัตรต่างๆ ไม่มีพนักงานเก็บเงิน คนขับรถนั่นแหล่ะเป็นพนักงานเก็บเงินในตัว รถเมลล์ที่นี่อำนวยความสะดวกให้คนพิการด้วย มีระบบไฮโดรลิค ให้ตัวรถลดต่ำลงเวลาคนขึ้นลง เหมือนรถเมลล์ที่ออสเตรเลีย

ขึ้นรถไปก็มีแต่พวกเรา สักพักก็มีคนแก่ญี่ปุ่นขึ้นมากลุ่มใหญ่ มีคุณป้าคนนึงแนะนำตัวว่า เค้าเป็นอาสาสมัคร จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในโยโกฮามาให้ พวกเราสนใจมั้ย หรือว่าอยากนั่งเงียบๆ แน่นอนสิ ใครๆก็สนใจ แม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็ตาม แต่อุ้มก็แปลให้พวกเราฟัง
รถผ่านจุดต่างๆที่กำหนด แต่พวกเราก็ไม่ได้ลงจุดไหนเลยเพราะฝนตก (แล้วก็เกิดอุบัติเหตุกับเรานิดหน่อย) เลยไปลงที่ China Town แทน
China Town ญี่ปุ่น เป็นChina Town ที่สะอาดมากๆๆๆๆ แต่วันฝนตกลมแรงแบบนี้ China Town เงียบเหงาผิดปกติ พวกเราเดินทะลุไปสถานีรถไฟ แล้วก็ขึ้นรถไฟกลับโตเกียวเลย เพราะเที่ยวไม่ไหว ฝนตก ลมแรงเกินไป ระหว่างทางก็มีแวะกินซาลาเปา ซื้อของกินเล็กๆน้อยๆ
สรุปแล้วมาโยโกฮามา เหมือนมานั่งรถเล่น เพราะสภาพอากาศไม่อำนวย โอกาสหน้าต้องมาอีกให้ได้ เพราะโยโกฮามาก็มีจุดชมวิวสวยๆไม่น้อยหน้าใคร สิ่งที่พลาดไปก็เช่น Minato Mirai 21, the Landmark Tower, Yokohama Red Brick Warehouse, Sankei-en Garden, นอกจากนั้นยังมีจุดชมวิวเห็นอ่าวโยโกฮามา ที่มองเห็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ด้วย อ้อ ยังมีอีกอย่าง พิพิธภัณฑ์แกงกะหรี่ อยากลองกินข้าวราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น (อุ้มว่าเป็นประมาณอาหารสิ้นคิด ไม่รู้จะกินอะไร คงคล้ายๆ ข้าวราดกระเพราบ้านเรามั้ง) คราวหน้าเจอกัน
ถึงโตเกียวแวะย่าน Ikebukuro อิเคะบุคุโระ ก่อนแล้วค่อยกลับที่พัก
กลับที่พัก อุ้มดูข่าว บอกพวกเราด้วยน้ำเสียงตกใจว่า พวกเราโชคดีมาก ที่ไม่ตายวันนี้ O-o เราฟังแล้วตกใจมาก เกิดไรขึ้น อุ้มบอกว่ามีนักท่องเที่ยวเกาหลีตายสองคน เพราะป้ายโฆษณาล้มทับ วันนี้ที่เราไปเผชิญมาคือพายุไต้ฝุ่น โอ้ เราช่างกล้าที่จะไป
อุ้มบอกว่า บ้าระห่ำเกินไปแล้ว ที่ฝนตกแล้วยังไปเที่ยวเมืองท่าติดทะเลอย่างโยโกฮามา ก็แหม เราไม่รู้นี่นาว่าจะมีพายุขนาดนี้
ตอนอยู่บ้านต้น กำลังจัดของ ก็เจอเพื่อนต้นชื่อเรียวมาที่บ้าน เราอายมากๆ เพราะรื้อของออกมาเต็มบ้านแทบไม่มีทางเดิน เรียวเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจมาก ใครก็ไม่รู้สามคนนั่งอยู่ในบ้าน ไม่เห็นอุ้ม เพราะอุ้มอยู่ด้านหลัง กำลังตากผ้าอยู่
เรียวเดินเข้ามาด้วยท่าเขย่งปลายเท้า พร้อมอุทานเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึโก้ย ซึโก้ย (แปลว่าสุดยอด สุดยอด เราแปลออกเพราะดูละครญีปุ่นมาเยอะ เลยอายมากหน่อย) เพราะไม่มีทางให้เดิน แค่กระเป๋าเรากับอุ้ม ที่เปิดรื้อออกมา กำลังจัดกันอยู่ก็กินพื้นที่ส่วนหน้าทั้งหมดแล้ว เรียวเดินหาจนเจออุ้ม อุ้มค่อยบอกเล่าว่าใครเป็นใครบ้าง
แถมจะเปิดตู้เย็น ยังเปิดไม่ได้ เพราะติดของๆพวกเรา จะนั่งก็ต้องนั่งหนีบๆ เห็นแล้วก็น่าสงสาร ส่วนเราก็อายมาก รีบเก็บของ เรียบร้อยภายในพริบตา จนปุ๋ยทึ่ง เก็บได้เร็วมาก แต่ถามว่าอะไรอยู่ไหนเนี่ย ไม่รู้หรอกนะ ต้องรื้อใหม่อีกรอบ
อุ้มก็ไม่ใช่ย่อย คุยกับเรียวไป สองมือก็เก็บของไป พอจะหาของ มีการหันมาถามพวกเราว่า กระเป๋าของอุ้มอยู่ไหน..... อ้าว ใครจะไปรู้หล่ะ อุ้มเก็บของอุ้ม ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
เรียกได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องฮาของทริปนี้เลยทีเดียว คุยเรื่องนี้กันได้เรื่อยๆ ทุกวัน
แต่ก็ดีอย่างนะ หลังจากวันนี้ กระเป๋าเราและอุ้ม ถูกเก็บเรียบร้อยทุกวัน เรียบร้อยผิดกับวันแรกๆหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
9 เมษายน 2551
ตื่นเช้า ออกจากบ้านหกโมงครึ่งได้ เพราะวันนี้ต้องเดินทางไกลหน่อย ไปถึง Fuji-go-ko Lakes เป็นทะเลสาปทั้ง 5 แห่ง ที่เกิดจากระเบิดของภูเขาไฟฟูจิ ถึงแม้ว่าวันนี้จะใช้ Japan Rail Pass ได้ แต่พวกเราก้ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะเราจะไปโดยรถบัส ซึ่งใช้ Japan Rail Pass ไม่ได้
พวกเราไปลงที่สถานีชินจุกุ แล้วก็ใช้เวลาหลงทางพักใหญ่กว่าจะหาสถานีรถบัสได้ เพราะไม่มีใครเคยมาเลย สถานีรถบัสที่พวกเราไป อยู่ทางทิศตะวันตกของสถานีชินจุกุ ราคาค่าโดยสารก็ 1700 เยนต่อเที่ยว
ซื้อตั๋วเรียบร้อยก็รอขึ้นรถ มีเวลากินอาหารเช้าสักพัก ขึ้นรถตอนประมาณแปดโมงนิดๆ นั่งรถไปนานกว่า 2 ชั่วโมง พวกเราก็หลับเอาแรงไป พอใกล้ถึง อุ้มปลุกพวกเราขึ้นมา โอ้...ภาพตรงหน้าสวยมาก ภูเขาไฟฟูจิชัดเจนมาก อากาศวันนี้เป็นใจให้พวกเราได้เห็นภูเขาไฟฟูจิชัดๆ แม้ว่าท้องฟ้าจะไม่ฟ้าสักเท่าไหร่ก็ตาม
ระหว่างทางเห็นสวนสนุก ฟูจิคิวด้วย เราเคยเห็นในละครญี่ปุ่น เป็นสวนสนุกที่มีวิวสวยที่สุดเลย เพราะมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก
พวกเราลงรถบัสแล้วก็หลงทางเล็กน้อยในการหาทางไปทะเลสาป Kawaguchi เป็นทะเลสาปที่อยู่ตรงกลางในบรรดาทะเลสาปทั้งห้าของภูเขาไฟฟูจิ เดินทางไปได้ง่ายด้วยรถบัส ขึ้นจากจุดที่เราลงนั่นแหล่ะ แล้วถ้ามาในวันที่อากาศสดใส จะสามารถเห็นเงาภูเขาไฟฟูจิ สะท้อนลงในน้ำด้วย
นั่งรถเมลล์ไปเรื่อย บอกคนขับไว้ว่า ถึงแล้วให้บอกเราด้วย รถเมลล์ญี่ปุ่นนี่ดีอย่าง จอดป้ายชื่ออะไรก็มีประกาศทุกป้าย เหมือนในรถไฟ คนขับรถเมลล์ก็มีระเบียบในการขับรถ จะออกรถที จะชี้นิ้วเช็ค มองซ้ายแล้ว มองขวาแล้ว มองหน้า แล้วออกรถ แถมประกาศเตือนทุกครั้งที่จะออกรถ ให้ระวังรถจะออกแล้ว สุดยอดแห่งความปลอดภัยจริงๆ
ตลอดทางที่นั่งไป จะเห็นภูเขาไฟฟูจิตลอดทาง พอมาถึงจุดหมายแล้ว กลับไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ ชักเริ่มตกใจ เอ๊ะ...นี่เรามาผิดที่หรือเปล่า มองป้ายก็ไม่ผิดนี่ พวกเราเลยเดินไปเรื่อยๆๆๆๆๆ ตามทางรอบทะเลสาป แล้วพวกเราก็เริ่มเห็นภูเขาไฟฟูจิแล้ว มีภูเขาอีกลูกบังสายตาพวกเราอยู่นี่เอง
เดินเกือบรอบทะเลสาป ชื่นชมภูเขาไฟฟูจิจนอิ่มหน่ำ พวกเราก็เดินกลับ รอรถขึ้นรถกลับชินจุกุ ตามเวลารถที่จองไว้ก่อนแล้ว ที่สถานีรถมีขายของที่ระลึก เราได้ postcard เขียนกลับให้เพื่อนๆที่เมืองไทยเป็นของที่ระลึก
|  |  ภูเขาไฟฟูจิ และ ทะเลสาปคาวากุชิ |
ก่อนกลับแวะกินข้าวกันหน้าสถานี วิวตรงหน้าก็คือภูเขาไฟฟูจิ สวยจริงๆ จนได้เวลาก็เดินทางกลับ หลับตลอดทางเช่นเดิม
ทุกคนคิดเหมือนกันว่า คุ้มและดีใจที่ได้มา

ก่อนกลับบ้านแวะซื้อของกันก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน
วันนี้ทำให้เราเชื่อว่า การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองสามารถหาข้อมูลได้จากเวปไซด์การท่องเที่ยวของญีปุ่นที่ทำไว้ดีมาก www.jnto.go.jp หนังสือท่องเที่ยวที่เราซื้อมาจากเมืองไทยที่ชื่อ ตีตั๋วตะลุยญี่ปุ่น ยังให้ข้อมูลผิดเลย พาเราหลงทางจนได้ บอกทางไปสถานีรถบัสคนละทิศเลย
10 เมษายน 2551
ฝนตกอีกแล้ว เมื่อวานโชคดีมากที่ไม่มีฝน วันนี้เลยเป็นโปรแกรมเที่ยวในโตเกียวแทน (แต่เดิมวางแผนที่จะไป Tokyo Disney Sea)
ก็ตามเก็บที่สำคัญต่างๆในโตเกียว เริ่มต้นด้วยสถานีรถไฟฮาราจูกุ ย่านนี้ต่างจากย่านอื่นๆที่เราไปมา เพราะเป็นย่านของเด็กๆมัธยม โดยประมาณว่ามัธยมต้น ของที่ขายก็จะเป็นของที่แปลกๆ แหวกแนว เห็นแล้วน่าซื้อไปหมด แต่ราคาแพงใช้ได้เลย
วันนี้ฝนตกและไม่ใช่วันเสาร์-อาทิตย์ ฮาราจูกุเงียบเหงา แต่เงียบเหงายังไงก็ยังเห็นเด็กนักเรียนเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวก็เยอะ
|  สถานีรถไฟ และ ถนนเส้นที่พวกเรามาเดิน |  ร้านเครปที่เด็กๆมากินกัน และภายในสถานีรถไฟฮาราจูกุ |
เดินถนนช๊อปปิ้งของเด็กๆแล้ว ไปกันที่ศาลเจ้า Meiji Jingu สร้างในสมัยจักรพรรดิเมจิ ทรงครองราชย์ในช่วงที่ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาประเทศ เรียกว่า การปฎิวัติเมจิ โดยคำว่า เมจิ จึงสื่อได้ถึงความยิ่งใหญ่ในภาษาญี่ปุ่น
|  |  รูปด้านซ้าย เดินผ่านมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ก็มาถึงศาลเจ้า รูปด้านขวา บรรยากาศภายใน |
|  |  รูปด้านซ้าย หอสวดขอต่อพระเจ้า และ ร้านขายของที่ระลึก รูปด้านขวา บ่อน้ำสำหรับชำระล้างร่างกาย ที่เก็บร่มล๊อคได้เก๋ไก๋น่าดู และสาวน้อยในชุดญี่ปุ่น |
ออกจากฮาราจูกุ ไปที่สถานีรถไฟโตเกียว สถานีรถไฟที่ใหญ่และวุ่นวายที่สุด มาถึงแล้วพวกเราก็เล็งเส้นทางรถชินคันเซนไว้ สำหรับพรุ่งนีที่เราต้องมาต่อกันที่นี่
ออกจากสถานีรถไฟโตเกียว เราเดินฝ่าฝนกันไป Imperial Palace ที่ประทับของพระจักรพรรดิ ที่ไม่เปิดให้เข้า ได้แต่ดูอยู่ด้านนอก สวนหน้าพระราชวัง ก็เต็มไปด้วยต้นบอนไซต้นใหญ่ สวยเก๋ไปอีกแบบ
พระราชวังเปิดให้เข้าชมสะพานด้วย แต่ต้องจองล่วงหน้าและต้องมาเป็นหมู่คณะ
แล้วเราก็เดินไกลมากเลย เพื่อหาศาลเจ้า Hie Jinja ไปตามหนังสือ ดูแล้วไม่ใกล้เลย เลยตัดสินใจลงสถานีรถไฟใต้ดิน นั่งรถไฟใต้ดินไปแทน
ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าที่สวยและเก่าแก่ที่สุดของโตเกียว โดดเด่นด้วยประตูโทะริอิสีแดง ทางเดินขึ้นสู่ศาลเจ้า ว่ากันว่าประตูนี้เป็นมุมที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดของโตเกียว

และแล้วก็หมดเวลาสำหรับวันนี้ เย็นแล้วจะไปย่านโอไดบะ เพื่อชมสะพานเรนโบว์ก็ไม่ทัน จะไป Tokyo Tower ก็ต้องเดินไกล เลยกลับบ้านกัน เพราะยังต้องเก็บของเพื่อเดินทางไกลพรุ่งนี้
เรากับพี่เคกลับบ้าน ส่วนอุ้มกับปุ๋ยไปช๊อปปิ้ง อุ้มไปหาซื้อกระเป๋าเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ กว่าจะกลับกันมาก็ประมาณสามทุ่ม รีบจัดของกันเรียบร้อย แล้วก็พักผ่อน
พรุ่งนี้ไปเกียวโตกัน